ติดต่อเรา

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Your health: คุณกำลังให้ยาพาราเซตามอล ลดไข้หรือทำลายตับลูกกันแน...

Your health: คุณกำลังให้ยาพาราเซตามอล ลดไข้หรือทำลายตับลูกกันแน...: คุณแม่ทราบไหมว่าทุกครั้งที่เราไปซื้อยาพาราเซตามอลให้กับลูกเรา เราจะทราบคร่าวๆได้อย่างไรว่า ยาพาราเซตามอลตัวไหนและขนาดยาเท่าไรที่เหมาะส...

คุณกำลังให้ยาพาราเซตามอล ลดไข้หรือทำลายตับลูกกันแน่



คุณแม่ทราบไหมว่าทุกครั้งที่เราไปซื้อยาพาราเซตามอลให้กับลูกเรา เราจะทราบคร่าวๆได้อย่างไรว่า ยาพาราเซตามอลตัวไหนและขนาดยาเท่าไรที่เหมาะสมกับลูกเรา นอกจากเราทราบแต่เพียงว่าลูกเราชอบทานยาพาราเซตามอลรสชาดอะไร เช่น รสสตรอเบอร์รี่ รสส้ม รสองุ่น เป็นต้น

     ยาพาราเซตามอลจัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่เราคุ้นเคยดี ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ถ้ามีอาการไข้หรือปวดตามร่างกายต่างๆ ยาพาราเซตามอลก็จะเป็นยาตัวแรกๆที่ทุกคนนึกถึง และนำมารับประทานเพื่อลดอาการไข้หรือเจ็บป่วยต่างๆตามร่างกาย การที่ทุกคนคุ้นเคยกับยาพาราเซตามอลเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ จึงทำให้เรารับประทานยาตัวนี้อย่างง่ายดาย โดยไม่ตระหนักว่าจะมีผลเสียอย่างไรต่อร่างกายบ้าง ยาพาราเซตามอล ถ้าเรารับประทานมากเกินไป ก็จะมีผลหลักๆคือ ทำให้เซลล์ตับของเราโดนทำลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทำให้เกิดตับวาย และเสียชีวิตได้ในที่สุด


       การให้ยาพาราเซตามอลกับเด็กนั้น โดยทางการแพทย์แล้ว จะให้ขนาดยาตามน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม โดยเราจะคิดขนาดยาที่ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ให้ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือง่ายๆคือ เวลาที่เราไปซื้อยาพาราเซตามอลมาให้เด็ก เราก็เอา 10 คูณกับน้ำหนักตัวของเด็ก ก็จะได้ขนาดยาที่เหมาะสมกับลูกเราแล้ว หลังจากนั้นค่อยไปเลือกว่าขนาดยาดังกล่าวมีอยู่ในร้านยาหรือไม่ แล้วค่อยเลือกรสชาดของยาพาราเซตามอล แค่นี้ลูกเราก็ได้รับขนาดยาพาราเซตามอลที่พอเหมาะต่อการลดไข้ และไม่ทำลายตับลูกเราแล้วครับ  แล้วถ้าเราคำนวณขนาดยาที่เหมาะกับลูกเราแล้ว เราจะเลือกรสชาดไงก็ได้ แล้วค่อยแบ่งยาตามจำนวนที่ลูกเราต้องรับประทานได้ไหม ตอบว่าได้ครับ แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ ไม่ว่ารสชาดอะไร คุณแม่ทั้งหลายก็จะให้ลูกทานยาพาราเซตามอล หนึ่งช้อนเท่ากันหมด ฉะนั้น การเลือกขนาดยาที่เหมาะสมกับลูกเราและแบ่งให้รับประทานได้ง่ายที่สุด น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

อย่าลืมนะครับ หลักการง่ายๆในการตรวจสอบว่ายาพาราเซตามอลที่ให้กับลูกเราเหมาะสมหรือไม่ ให้นำ 10 คูณกับน้ำหนักตัวของลูกเราเป็นกิโลกรัม ก็จะได้ขนาดยาที่เหมาะสมแล้ว  แค่นี้ เราก็ได้ขนาดยาที่จะไม่ทำลายตับของลูกเราแล้วครับ


Topical analgesics can cause burns



    If you've ever rubbed a topical pain reliever-a cream, gel or other skin care products on a sore muscle or joint pain, you are familiar with the sensation of heat or cold that follows soon. But if you experience burning and blisters, you should seek medical attention immediately.

The Food and Drug Administration (FDA) warns that some consumers have reported that skin lesions during the use of certain over-the-counter (OTC) pain relief applied on the skin to the muscle slightly and joints to relieve pain. The injury, although rare, are mild to severe burns with the use of that mark topical muscle and joint pain relief were.

OTC topical analgesic for muscles and joints are creams, lotions, ointments and plasters. In many cases, burns, in which has been applied the product occurred after an application. Within 24 hours they had some serious complications requiring hospitalization. There is no way to predict who will have this type of reaction to a topical pain relief for muscles and joints.

The cases of burns with the use of OTC current muscles pain medication were included angle and common active ingredients is menthol, methyl salicylate and capsaicin associated.
According to the data available, most of the more serious burns with the use of menthol or menthol / methyl salicylate and combination product has occurred. Most of these cases involved both products, the highest concentrations of methyl salicylate and menthol (greater than 3%, or 10% methyl salicylate menthol) included. Some of the cases involved capsaicin.

Safety Do's and Don'ts
 
FDA has the following advice for consumers using OTC pain relievers and municipalities:
• Do not apply the product on broken skin or irritated. • Do not use bandages on the area where you apply a topical muscle and joint pain. • Do not apply heat to the environment in the form of heating pads, hot water bottles or lamps. This increases the risk of serious burns. • Do not leave these items come into contact with eyes or mucous membranes (such as the skin of the nose, mouth or genitals).
    • It is normal that these products offer a feeling of heating or cooling where you applied for production. But if you really feel pain on their application, look for signs of blisters or burns. If you see any of these signs to look for, the use of the product and consult a doctor.
If you are unsure on how to use one of these products, talk to a doctor.

รับประทานแคลเซียมเสริมที่มากไปอาจเสียชีวิตจากโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ



              เมื่อมีคนถามว่า เรารับประทานแคลเซียมเสริมทำไม หลายคนคงตอบได้ไม่ยากว่า รับประทานเข้าไปเพื่อให้กระดูกแข็งแรงหรือเพื่อป้องกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ และถ้าถามต่อไปว่า ถ้าเรารับประทานแคลเซียมที่มากเกินไปจะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย หลายคนอาจคิดนานหน่อยกว่าจะตอบได้ แต่วันนี้ผมมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียมเสริม ที่พึ่งเผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ (JAMA) ออกมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นการศึกษาถึง การรับประทานแคลเซียมเสริมมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตด้วยโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจหรือไม่


            การศึกษานี้เป็นการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ ทำการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลในประชากรทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จำนวน เกือบ 400,000 คน นักวิจัยที่ทำการศึกษาได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนทั้งหมดเป็นระยะ เวลา 12 ปี และข้อมูลที่ได้จากการศึกษา พบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 12,000 คน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หรือเกือบ 3 % จากประชาชนทั้งหมดที่เข้าร่วมในการศึกษา ด้วยโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ และจากการวิเคราะห์ข้องมูลลงไป พบว่า ผู้ชายที่รับประทานแคลเซียมเสริมที่มากกว่าวันละ 1,200 มิลลิกรัมทุกวัน เสียชีวิตจากโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ มากกว่าผู้ชายที่รับประทานแคลเซียมเสริมน้อยกว่า 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน  อย่างไรก็ตาม จากการศึกษานี้กลับไม่พบความสัมพันธ์ว่าผู้หญิงที่รับประทานแคลเซียมเสริมที่มากกว่า 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน เสียชีวิตจากโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ




            จากผลการศึกษาที่ออกมาดังกล่าว ทีมงานวิจัยก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่าทำไม การรับประทานแคลเซียมเสริมที่มากกว่า วันละ 1,200 มิลลิกรัมทำให้ผู้ชายเสียชีวิตมากกว่าผู้หญิง แต่ทั้งนี้ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า การที่ข้อมูลออกมาอย่างนี้ ผู้ชายอาจมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น การสูบบุหรี่ หรือ การดื่มแอลกอฮอร์ มากกว่าผู้หญิง ก็ได้ เป็นต้น ถึงแม้นักวิจัยจะคิดถึงประเด็นนี้แล้วก็ตาม 


            ฉะนั้น แนวทางในการเลือกที่จะรับประทานแคลเซียมเสริมนั้น เราควรที่จะได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ผู้มีความรู้ก่อนทุกครั้ง และ ควรทราบอย่างแน่ชัดว่า เราจะรับประทานแคลเซียมเสริม เพื่อจุดประสงค์อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เรารับประทานแคลเซียมเสริมที่มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ออกมา

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จริงเหรออาหารเสริมสุขภาพ ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

ระยะหลังมีลูกค้ามามาขอคำปรึกษาเรื่องการทาน อาหารเสริมสุขภาพมากขึ้น เพราะว่าเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกรับประทานอาหารเสริมตัวไหนหรือยี่ห้อไหนดี เพระว่าปัจจุบันมีอาหารเสริมสุขภาพที่หลากหลายยี่ห้อเหลือเกินที่จำหน่ายใน ท้องตลาด หรือ แม้กระทั่งการขายตรงตาม บริษัทต่างๆ การที่มีอาหารเสริมสุขภาพที่มีการออกมาจำหน่ายมากขึ้น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการโฆษณาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อแย่งชิงลูกค้าหรือเพื่อให้ลูกค้าหันมาซื้อยี่ห้อของตัวเอง แต่เราในฐานะที่เป็นผู้บริโภค เราจะต้องมีแนวทางในการตัดสินใจในการเลือกบริโภคสินค้าเหล่านี้ด้วย เพราะว่าอะไรนะเหรอครับ อาหารเสริมสุขภาพก็ไม่ต่างจากยาเท่าไร ถ้าเรารับประทานไม่ถูกต้องหรือในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อวัน ผลลัพธ์ที่เราต้องการที่จะให้มันเกิดขึ้น อาจไม่ได้ผลตามต้องการ เช่น ถ้าเราเป็นไข้ แล้วไปทานยาลดไข้สำหรับเด็ก อาการไข้ที่เราเป็นคงไม่หายหรือทุเลา เพราะว่าปริมาณยาที่เราได้รับไม่เพียงพอต่อการที่จะออกฤทธิ์ลดไข้ได้ อาหารเสริมสุขภาพก็เช่นกัน ต้องมีข้อมูลที่ยืนยันที่น่าเชื่อถือว่า ถ้าเราหวังผลให้มันออกฤทธิ์อย่างไร เราจะต้องรับประทานอาหารเสริมนั้นในปริมารเท่าไร ในทางกลับกัน ถ้าเรารับประทานมากเกินไป แทนที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการ อาจเกดผลเสียขึ้นกับร่างกาย ได้

 อาหารเสริมสุขภาพในบ้านเรา มักมีการกล่าวอ้างกันเยอะมาก ยกตัวอย่างเช่น บอกว่าสารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ สามารถทำให้ให้เกิดผลดีต่อร่างกายอย่างนั้นอย่างดี แต่ลืมดูว่า ปริมาณสารที่กล่าวอ้างนั้นมีเพียงพอต่อการที่มันจะออกฤทธิ์ได้หรือไม่ ซึ่งอาหารเสริมที่เข้าข่ายในบ้านเราลักษณะนี้ มีเยอะมากๆๆ ทั้งเป็นที่รู้จักดีหรือมีขายกันอย่างเงียบๆ แต่ขายดีกันมาก และนอกจากจะปริมาณสารออกกฤทธิ์ที่น้อยเกินไป ก็จะมีอีกแบบที่มากเกินไป เช่น ใน 1 แคปซูล มีสารอาหาร เป็นหมื่นๆ มิลลิกรัม และถ้าเรารับประทานเข้าไป มันจะออกฤทธิ์ ได้มากขึ้นหรือ ทั้งๆที่ร่างกายมันรับหรือดูดซึมเข้าไปในแต่ละครั้งในปริมาณจำกัด เหมือน เราต้องการน้ำเพียงแค่ 1 แก้วเล็ก แต่เราไปซื้อน้ำมา 1 ถังใหญ่ แล้วเทลงไปในแก้วน้ำนั้นทั้งหมด ถามว่า มันจะรับได้หมดไหม แก้วใบเล็กๆ ไม่หมดหรอกครับ มันก็จะล้นออกมา หกกระจายไปตามที่ต่างๆ ถ้าอยู่ในร่างกาย สารเหล่านั้น ก็จะกระจายไปตามที่ต่างๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายทันทีหรือสะสมไว้ในร่างกายแล้วเกิดผลเสียตามมาทีหลัง บางผลิตภัณฑ์ บอกว่าเป็นสารจากธรรมชาติบ้างหรือจากสมุนไพรบ้าง ไม่มีอันตรายหรือตกค้าง แต่ในความเป็นจริง สารเหล่านี้ เป็น ชื่อสารที่พบได้หรือสกัดได้จากธรรมชาติก็จริง แต่เมื่อนำมันมาผลิตเป็นอาหารเสริม ก็จะมีการปรับเปลี่ยนหรือสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อเลียนแบบสารธรรมชาติที่อ้าง กัน สุดท้ายสารที่ออกฤทธิ์ ส่วนใหญ่ก็เป็นสารสังเคราะห์ทางเคมี แล้วอย่างนี้จะแตกต่างจากยายังไงละครับ

  จะเลือกรับประทานอาหารเสริมสุขภาพ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสักนิด เพื่อจะได้คุ้มค่าต่อการรับประทานและเงินที่จ่ายไปครับ

ทำไมทานอาหารเสริมสุขภาพแล้วยังเกิดโรคต่างๆได้

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมวิตามินและอาหารเสริมสุขภาพต่างๆ ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด มีการกล่าวถึงสรรพคุณกันมากมาย ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาโรค ต่างๆ รวมทั้งมีการศึกษา มีงานวิจัย ตีพิมพ์ออกมาต่างๆมากมาย ในวารสารวิชาการหรือวารสารสุขภาพทั่วๆไป ทั้งในแง่ว่าวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ เหล่านั้น มีผลในการป้องกันหรือบรรเทาโรคนั้นได้จริงๆ แต่ทำไมเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ได้มีการรวบรวมงานวิจัยหรือการศึกษาเหล่านั้นมาวิเคราะห์ด้วยหลักการทางการ วิจัยและสถิติ ผลลัพธ์ที่ได้ทำไมส่วนใหญ่ถึงออกมาในเชิงที่ว่า วิตามินและอาหารเสริมเหล่านั้น ไม่มีผลในเชิงป้องกันหรือไม่มีความสัมพันธ์ในการเกิดโรคนั้นๆขึ้น ถ้าเราบริโภคข้อมูลข่าวสารนี้แล้ว แสดงว่า วิตามินและอาหารเสริมที่เรารับประทานอยู่ในปัจจุบันก็ไม่มีประโยชน์ แล้วเราจะต้องเสียเงินจำนวนมากซื้อมารับประทานทำไม จริงไหมครับ

จากข้อมูลข้างต้น ที่กล่าวว่าวิตามินและอาหารเสริมสุขภาพไม่มีส่วนในการป้องกันโรค เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอะไร หรือครับ ก็เพราะว่า การที่ร่างกายเราเสียสมดุลในระบบต่างๆของร่างกายนั้น แล้วก่อให้เกิดโรคนั้นๆ เกิดขึ้นได้ในหลายสาเหตุ เช่น การเกิดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ เราทราบว่า ข้อมูลจากการศึกษาบางส่วนพบว่า การบริโภคน้ำมันปลาหรืออาหารเสริมสุขภาพจำนวน Omega - 3 จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ แต่จากการศึกษาแบบรวบรวมงานวิจัยหลายๆงานวิจัยมาวิเคราะห์ (Meta-analysis) พบว่า น้ำมันปลาหรือ Omega - 3 ไม่มีส่วนในเรื่องการป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจเลย

วิตามินและอาหารเสริมสุขภาพ มีส่วนในการป้องกันการเกิดโรคได้จริงครับ แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเรารับประทานแล้ว เราจะไม่เกิดโรคดังกล่าวขึ้น เพราะยังมีอีกหลายสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคได้ หรือ จะให้เข้าใจง่ายๆ เช่น ถ้าเราจะเดินทางไปทางจังหวัด ก้มีหลายช่องทางที่จะไป ขับรถไปเอง ไปรถโดยสาร ไปเครื่องบิน ถามว่า ถ้าม๊อบไปปิดสนามบินอีก เราจะยังกลับต่างจังหวัดได้ไหม ก็ต้องกลับได้ เพราะเลือกช่องทางอื่นๆที่เหลืออยู่ ก็เหมือนเรารับประทานอาหารเสริมสุขภาพนั่นแหละครับ ถ้าเราปิดช่องทางนี้ไม่ให้เกิดโรคขึ้น โรคนั้นก็ยังเกิดได้ เพราะมีช่องทางอื่นๆที่ทำให้เกิดได้

ฉะนั้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ น่าจะเป็นคำตอบในการป้องกันการเกิดโรคต่างๆได้ดีที่สุดครับ